My Dolls
posted on 14 Mar 2011 09:16 by zanakochang















![]()
การกลับไปเยี่ยมตากับยาย แต่ละครั้ง
ฉันรู้สึกว่า ตากับยายตัวเล็กลงจัง.....เล็กลงๆ ทุกที
ภาพตากับยายที่แข็งแรงไม่เคยเจ็บป่วย
ตากับยาย ที่มักจะตื่นแต่เช้าตรู่ มาทำงาน
ภาพของยายที่ตื่นตั้้งแต่ตี4 เพื่อลุกมาหุงหาอาหาร
ไปทำบุญที่วัดในทุกวันพระยังคงติดอยู่ในความทรงจำของฉัน
แต่ในวันนี้ ฉันกลับเห็นภาพของตากับยายทีแก่ชราลงมาก
ผิวหนังทั่วร่างกายเหี่ยวย่นและผอมลงกว่าแต่ก่อน
แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปจากทั้งคู่คือความรัก ความห่วงใยที่มีให้กัน
ตั้งแต่วัยหนุ่มสาว จนตราบถึงทุกวันนี้
น้อยครั้งนักที่ฉันจะเห็นทั้งคู่ทะเลาะกัน
อาจจะเป็นเพราะตาเป็นคนที่ใจเย็นมากๆ
ในขณะที่ยายใจร้อน......แต่เมื่อมีฝ่ายนึงเย็น อีกฝ่ายก็จะสงบลงได้
ฉันว่าถ้าคู่รักทุกคู่เป็นได้แบบนี้ก็คงจะดี
ไม่มีการทะเลาะ ไม่มีการหย่าร้างจนทำให้เกิดปัญหาสังคมต่างๆตามมา
![]()
อีกสิ่งนึงที่ฉันคิดว่ามันไม่ได้หายไปจากตากับยายคือความใจดี
แม้วันนี้สายตาของคนทั้งคู่จะฝ้าฟางไปตามกาลเวลา
แต่ฉันก็ยังสามารถมองเห็นความเมตตาจากสายตาของทั้งคู่
และฉันก็รู้ว่าหลานๆทุกคนมองเห็น และสัมผัสได้ด้วยความรู้สึกตลอดมา
ในวัยเด็ก.....ยายจะพาฉันไปวัดด้วยถ้าตรงกับวันหยุดเรียน
ฉันไม่รู้ว่าชอบไปวัดตั้งแต่เมื่่อไหร่
รู้ตัวอีกที ฉันก็คอยติดสอยห้อยตามยายไปวัดในเกือบทุกๆวันพระ
จริงๆแล้วอาจจะเป็นเพราะฉันติดยายก็ได้ ทำให้ฉันไปกับยายในทุุกๆที่
เวลาไปวัด เราจะเดินไป.......
วัดซึ่งไม่ได้อยู่ใกล้บ้านนักแต่ก็ไกลพอดูสำหรับการต้องเดินไป
แต่เด็กอย่างฉันในตอนนั้นก็ไม่เคยบ่นว่าเมื่อยที่ต้องเดินไกลขนาดนั้น
เราออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด แต่ฉันก็ไม่ได้รู้สึกว่าแปลก
หรือรู้สึกว่าไกล เพราะบ้านอื่นๆ ก็เดินไปเหมือนเรา
ฉันจำได้ดี ถึงอากาศที่หนาวเหน็บของยามเช้า
.......กลิ่นของควันไฟที่ลอยอ้อยอิ่งมาจากหลังคาห้องครัวของทุกๆบ้าน
เราตื่นกันตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมตัวไปวัด
เด็กๆ อย่างพวกเราก็พลอยสนุกไปด้วย ที่ได้ไปวัด
ตอนแรกๆ ฉันจะอิดออดนิดหน่อย ยายต้องปลุกหลายครั้ง
กว่าที่จะลากฉันออกมาจากที่นอนได้
ก็อากาศในหน้าหนาวตอนเช้าๆมันหนาวมากจริงๆ
ถ้าใครเคยไปภาคเหนือในช่วงหน้าหนาวคงจำได้
ถ้าฉันไม่ตื่น ยายก็จะบ่นว่าไปสายอายคนเค้า
เดี๋ยวคนก็จะมองว่าเราเป็นคนขี้เกียจ ตื่นสาย
ฉันไม่อยากฟังยายบ่นเลยจำใจต้องตื่น
และนิสัยตื่นเช้าก็ติดตัวฉันมาจนทุกวันนี้........
![]()
![]()
ยายฉันไม่เคยมีนาฬิกาปลุก
และฉันคิดว่ายายก็คงจะไม่เคยคิดอยากจะมี
เพราะยายสามารถตื่นได้ตามเวลาที่ต้องการ
เหมือนมีนาฬิกาปลุุกอยู่ในตัว.......
![]()
ยายจะตื่นเช้าเป็นพิเศษถ้าเป็นวันพระและวันที่ต้องไปขายของที่ตลาด
แต่ถึงไม่ได้ไปไหน ฉันก็ยังเห็นตากับยายตื่นเช้ากันอยู่ดี
เวลาไปขายของยายก็ต้องหนีบฉันไปด้วยอีกเช่นเคย
ฉันจะเป็นคนหิ้วตะกร้าเดินตามยายซื่งหาบผักสดๆอยู่เต็มหาบ
แผงผักในตลาดเช้า ก็จะเป็นแผงที่แบกับดิน
เมื่อจัดแผงเสร็จ ฉันก็จะรับหน้าที่เป็นแม่ค้าน้อยที่คอยเรียกลูกค้าให้มาช่วยซื้อ
บางครั้งถ้าสายแล้ว และดูเหมือนผักจะขายไม่หมด ยายก็จะให้ฉันคอยเรียกลูกค้า
การตลาดของฉันคือตะโกนเรียกคนที่เดินผ่านไปผ่านมา ว่าช่วยซื้อหน่อย 3 กำ 5 บาท
นึกถึงตอนนี้แล้วผักเราขายถูกอย่างเหลือเชื่อ
![]()
บางครั้งเราก็เอาผักไปแลกของอย่างอื่นที่สวนเราไม่มี
ป้าๆแม่ค้าบางคนก็ใจดี ให้ขนมฉันมากินฟรีๆก็มี
![]()
ผักของยายก็จะเป็นผักสดๆ ที่เพิ่งเก็บมาในตอนเย็น
และล้างจนสะอาดใช้ตอกมัดเป็นกำๆ
ที่สำคัญผักของยายยังปลอดจากยาฆ่าแมลงอีกด้วย
ในระหว่างที่ฉันนั่งเฝ้าร้าน ยายก็จะเดินไปซื้อกับข้าว
พอยายกลับมา ฉันก็จะไปเดินหาข้าวกินก่อนที่จะเตรียมตัวไปโรงเรียน
วันไหนไปช่วยยายขายผัก แล้วขายได้เยอะเป็นพิเศษ
ยายจะใจดีให้เงินค่าขนมไปโรงเรียนเยอะกว่าปกติ ทำให้ฉันดีใจยิ้มแก้มปริ
แล้วฉันก็จะไม่อิดออดที่จะต้องตื่นเช้าไปขายผักอีกเลย
![]()
พอสายฉันจะเป็นคนเอาของที่ยายซื้อมาไปให้ตาทำกับข้าว
ก่อนที่จะแต่งตัว และปั่นจักรยานไปโรงเรียน
พอยายกลับมาจากตลาด ก็จะได้กินข้าวเช้าได้ทันที
ตาเป็นคนมีฝีมือในการปรุงอาหาร และเป็นมือหนึ่งในการทำกับข้าวของบ้านเรา
.....................................................................................
ภาพเหล่านี้ ยังคงอยู่ในความทรงจำของฉัน
แต่ในวันนี้.....วันที่ฉันเติบโตขึ้น
และด้วยภาระหน้าที่...........
ทำให้ฉันต้องละทิ้งบุคคลที่ฉันรักไว้ข้างหลัง
วันนี้..........ฉันก้าวออกมาจากบ้าน
เพื่อมาทำในสิ่งที่คิดว่าจะช่วยให้ชีวิตของทุกคนในครอบครัวดีขึ้น
ในวันนี้.....ฉันกลับไม่แน่ใจแล้วว่าฉันคิดถูกหรือผิดที่มาทำงานไกลบ้าน
บางครั้ง ฉันรู้สึกว่าไม่ได้ดูแลตากับยาย ให้ดีเท่าที่ควรจะเป็น
เวลาผ่านไป.....หลายปีแล้ว ตั้งแต่ฉันจากบ้านมา
เวลานอกจากจะทำให้ตากับยายของฉันตัวเล็กลง
ยังทำให้ตากับยายของฉันอ่อนแอลงอีกด้วย
ปีก่อน....ตาลื่นล้มทำให้กระดูกก้นกบหัก
ทำให้ทุกวันนี้ตาเดินได้ไม่สะดวกเหมือนแต่ก่อน
จะไปไหนต้องใช้เครื่่องพยุง
ยาย เริ่มปวดเข่ามากขึ้น.....
และต้องใช้ไม้เท้าเวลาเดิน.....
ฉันอยากกลับไปอยู่ดูแลท่านทั้งสอง
แต่ด้วยหน้าที่การงาน และภาระที่ต้องรับผิดชอบ
ฟังดูเหมือนเป็นข้ออ้าง แต่ใครจะรู้ ว่าในจิตใจฉันลึกๆแล้ว
ฉันไม่อยากอยู่ห่างบ้านเหมือนอย่างทุกวันนี้....อีกแล้ว
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันก็คงจะไม่เลือกทางเดินชีวิตแบบนี้
แต่ในเมื่อเราไม่อาจย้อนเวลากลับไปได้
สิ่งที่ฉันคิดว่าจะทำตอนนี้คือการพาท่านทั้งสองคนมาอยู่ด้วย
แต่ฉันยังไม่แน่ใจว่า ทั้ง 2 คนจะใจอ่อน
และยอมทิ้งบ้านที่คุ้นเคย มาอยู่บ้านหลังใหม่หรือเปล่า
กลับไปเยี่ยมตากับยายคราวนี้
ฉันได้แต่ภาวนาว่า ตากับยาย
จะใจอ่อนมาอยู่กับเรา............ซะที
![]()
![]()
![]()
ฉันอยากขอบคุณเธออีกครั้ง
...........ที่มีกันตลอดมา
แม้เวลาจะผ่านจะพ้นไปกี่ปี
.....เรามีกัน ไม่มีคำอธิบาย......
เพราะสองคนเราเข้าใจ
..........ไม่ต้องมีอะไรมากกว่านี้
โลกใบนี้.....คงสดใส
เพราะว่ามีเธออยู่ข้างกัน
ทำให้เราได้มีกันจนวันนี้.........
เธอ......เป็นแรงบันดาลใจ
เธอ......เป็นไฟที่ทำให้ใจฉันสว่าง
แม้วันที่.....ฉันล้ม.......ฉันพลั้ง
..........ฉันต้องผิดหวัง
ฉันรู้ว่า..........มีเธอยืนอยู่ข้างกัน
เธอ.........เป็นแรงบันดาลใจ
และไม่มีคำๆ ใด............
จะอธิบายได้ดีไปกว่านี้
และมีเพียงคำๆ เดียว..........
และมีเพียงคำๆ นี้............
อยากตอบแทนให้กับเธอ.............ที่หวังดี
.......ขอบคุณจากหัวใจ
![]()